~ Under ThE Leaders ~

October 3, 2007

การเรียนครั้งที่ 5 (ย้อนหลัง)

Filed under: Uncategorized — numerical @ 4:14 pm

        เพิ่งทราบว่ามีสัปดาห์การเรียนรู้ทั้งหมด 10 การเรียนรู้ เพราะว่าอาจารย์ก้องกาญจน์ได้บอกว่าไว้ในคลาสสุดท้ายที่เรียนคับ แต่โอ็ตมีเพียง 9 การเรียนรู้ หลังจากกลับไปลองไล่ดูก็พบว่าเราไม่ได้อัพ 1 ครั้ง เราเลยเปลี่ยนชื่อการเรียนรู้ให้ตรงกับ blog ของเพื่อนๆพี่ๆ และตรงกับครอส์เซเรบัส จึงทราบว่าเป็นการเรียนรู้ในสัปดาห์ของวันที่ 4 สิงหาคม 2550 หรือการเรียนรู้ครั้งที่ 5 ที่ขาดหายไปจึงมาอัพย้อนหลังให้คับ ซึ่งคลาสเป็นสัปดาห์ที่มีแต่การประชุมโครงงานคับ ไม่ได้มี lecture เลยไม่ได้มาอัพในสัปดาห์นั้นต้องขออภัยมา ณที่นี้ด้วยคับ

        ในสัปดาห์นั้นเมื่อย้อนกลับไป จำไม่ค่อยได้แล้ว ว่ามีรายละเอียดอย่างไร แต่ที่จดมาอย่างคร่าวๆทราบว่า เป็นการนำเสนอโครงการ คือโครงการศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาเผยแผ่ ให้กับนักศึกษา ในมหาลัย ผ่านรูปแบบสื่อหลายๆชนิดซึ่งอาจารย์ก็ได้แนะนำ การแก้ไขวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ร่วมแจกแจงรายละเอียดของการดำเนินงานเป็นส่วนๆ เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบคับ

nUmeRiCaL

การเรียนรู้ครั้งที่ 10 (Final Class)

Filed under: Uncategorized — numerical @ 4:01 pm

        เป็นการเรียนรู้ครั้งสุดท้ายของรายวิชา ซึ่งถือเป็นการปิดคอร์สที่สมบูรณ์แบบ และเป็นรายวิชาที่ภูมิใจที่สุดในการเรียนของผมเลยก็ว่าได้  เพราะว่าได้ทุ่มเทกับงานที่ทำ ได้เรียนรู้กับการทำงานร่วมกับคน ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ซึ่งบางอย่างก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที แต่บางอย่างก็ต้องใช้เวลาในปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป ซึ่งขอสัญญากับอาจารย์ทั้งสองไว้เลย ว่าจะพยายามปรับปรุงแก้ไขให้เต็มที่คับ

        สำหรับการเรียนการสอนคลาสสุดท้ายเป็นการนำเสนอโครงการที่เราทำร่วมกันมาทั้งหมด ซึ่งการนำเสนอเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง และออกมาได้ดีทีเดียว ซึ่งทุกอย่างก็เกิดจากความร่วมมือของเพื่อนๆทุกคนนั่นเอง ถ้าไม่มีเพื่อนๆพี่ๆคนใดคนหนึ่งงานก็จะไม่สมบูรณ์เช่นนี้ คิดว่าทุกคนคงภูมิใจกับงานที่ออกมา ทุกคนคงได้พัฒนาตนเอง และหวังว่าทุกคนจะสามารถนำประสบการณ์ที่ดีและความรู้ที่ได้จากรายวิชาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้    

        คลาสสุดท้ายน่าจะเป็น การเรียนรู้ที่ผมโพสข้อความได้น้อยที่สุด เพราะทุกเวลาที่ได้เรียนในวันนั้นเต็มไปด้วยภาพบรรยากาศที่น่าจดจำจนไม่สามารถเลือกนำบรรยากาศไหนมาบรรยายเป็นตัวอักษรได้เป็นพิเศษ ซึ่งมันอาจจะฟังดูเหมือนเกินจริงแต่ผมคิดว่า ทุกคนน่าจะคิดเหมือนกัน และ มีความสุขที่ได้เรียนในรายวิชานี้

        คำตอบที่อาจารย์ชลารัตน์ถามโอ็ต ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเรียนรู้นั้น ว่าทำไมโอ็ตถึงมาเลือกลงเรียนวิชานี้ รายวิชาเรียนก็ไม่รู้จัก กิจกรรมก็ไม่ค่อยจะทำ วันนั้นคำตอบอาจจะเป็นเพราะไม่มีวิชาเรียนที่น่าสนใจให้ลง แต่ในวันนี้คำตอบมันได้เปลี่ยนไปแล้วคับ ^^

        สุดท้าย ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากๆ ที่ให้ประสบการณ์ ความรู้ที่ดี รักษาสุขภาพด้วยนะคับ

nUmeRiCaL

September 26, 2007

การเรียนรู้ครั้งที่ 9

Filed under: Uncategorized — numerical @ 12:31 pm

        เป็นสัปดาห์การเรียนรู้กับวิทยากรรับเชิญ 2 ท่าน นั่นก็คือ อาจารย์ปราณี และ อาจารย์เพ็ญจันทร์ อัครโสภณคับ

        ในช่วงเช้าเป็นการบรรยายของอาจารย์ปราณี ซึ่งได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงิน/การพัสดุ ในการทำโครงการตลอดจนในการทำงานทั่วไป ซึ่งเนื้อหาที่บรรยายจะเป็นไปในทางด้านแนะนำการบริหารการเงิน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบเล็กน้อย เช่นคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบงบประมาณ ที่ต้องถือเอาความซื่อสัตย์เป็นหลัก หรือเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ดูแลงบประมาณ เกี่ยวกับมาตรฐานของผู้บริหารงบประมาณ ที่ต้องควบคุมงานให้บรรลุตามมาตรฐานหรือบรรลุตามเกณฑ์ต่ำสุดที่ยอมรับ โดยถ้าทำงานได้ตรงตามมาตรฐานก็เปรียบเสมือนมีระบบงานที่ดี และประสบความสำเร็จตามมา

        ในส่วนของระบบการเงินนั้นก็เป็นส่วนที่สำคัญ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านรายรับที่ต้องอธิบายถึงรายละเอียดที่มาที่ไปของเงินที่หามาได้ ในส่วนของรายจ่าย ที่อธิบายถึงเงินที่ได้ใช้จ่ายไป อ้างอิงถึงเอกสารที่แสดงการใช้จ่ายเงิน ใบเสร็จสิ้นค้าที่ใช้ไป เป็นต้น โดยทุกด้านการบริหารทางการเงินจะต้องมีบัญชีที่แสดงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีค่าตรงตามที่บริหารงาน จึงถือเป็นการยืนยันความถูกต้อง

        ในช่วงบ่ายเป็นการบรรยายของอาจารย์เพ็ญจันทร์ อัครโสภณ ซึ่งได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับ การเป็นผู้นำ ซึ่งในช่วงแรกได้ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงผู้นำที่ชื่นชอบ ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าผู้นำในอุดมคติ ควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้ Vision, Creative, Role Model, Planning, Inspiretrust, Participation, Listen-Communication, Praise, Decisive, Goal Oriented, Develop others, Optimistic, Persistent

        ในส่วนของการนำเสนอผ่าน PowerPoint เป็นslide แนะนำความเป็นผู้นำ โดยมีหนังสืออ้างอิง ดังนี้

The Leadership Challenge – James

The new Leaders – Daniel Goleman, Richard Boyatzis and Annie McKee

ซึ่งได้มีการเปรียบเทียบลักษณะของManager และ Leader ของ JEAN MONET ดังนี้

Manager                                             Leader

- Administrates                                       - Innovation

- Is a copy                                           - Is an Original

- Maintains                                           - Develops

- Focuses on system structures                    - Focuses on people

- Relies on control                                   - Inspires Trust

- Has a short-range perception                    - Has a long-range perception

- Asks how and when                                - Ask what and why

- Exercises on the bottom line                     - Exercises on the horizon

- Accepts his schedule                              - Is his own principle

- Does Things Right                                 - Does the right things        

        เป็นการเปรียบเทียบซึ่งโอ็ตคิดว่าเห็นได้ชัดเจน และค่อนข้างคลอบคลุมทีเดียวคับ

อีกส่วนที่โอ็ตชอบเป็น หลักการ IIACDC ซึ่งนำไปใช้ได้จริงและเข้าใจง่ายคับ หลักการมีดังนี้

I = Initiating          :        ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

I = Inquiry            :        ความช่างซักถาม

A = Advocacy        :        ความแสดงและยึดมั่นจุดยืน

C = Conflict Solving :        การแก้ไขความขัดแย้ง

D = Decision Making :        การตัดสินใจ

C = Critique          :        การวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์            

        จริงๆอาจารย์ได้อธิบายหลักการมากมาย ซึ่งคงยกมากล่าวไม่หมด จึงขอยกมาแค่2 หลักการที่ชอบละกันนะคับ สุดท้ายอาจารย์ฝากบทกลอนที่ไพเราะเอาไว้เผื่อบางคนอาจจะชอบและค้นหาตัวเองเจอคับ       

If you want happiness for an hour, Take a nap       

If you want happiness for a day,    Go for a picnic       

If you want happiness for a week,  Go on a vacation       

If you want happiness for a year,   Inherit Wealth               

If you want happiness for a lifetime, Learn to love what you do  

nUmeRiCaL

September 19, 2007

การเรียนรู้ครั้งที่ 8

Filed under: Uncategorized — numerical @ 11:52 am

        เป็นการเรียนรู้โดยมีการอ้างอิงความรู้ที่ได้กับโครงงานที่กำลังทำอยู่ตลอดเวลาคับ ซึ่งหัวข้อ lecture ก็คือการบริหารโครงการ และ การประเมินผลโครงการ ซึ่งการบริหารโครงการก็คือ การจัดการทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างคุ่มค่าเหมาะสมที่สุด เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้วงจรชีวิต ของโครงการสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ

1)       การกำหนดโครงการ                                      2)      การจัดเตรียมโครงการ

3)      การประเมินและอนุมัติโครงการ                           4)      การนำโครงการไปปฎิบัติ

5)      การประเมินผลโครงงาน                                  6)      การยุติโครงงาน หรือ การปิดโครงงาน

        ซึ่งระหว่างมีการบรรยายอาจารย์ชลารัตน์ก็จะสอดแทรกสถานะของโครงงานเราตลอดเวลาว่ามีการทำตามขั้นตอนดังทฤษฎีหรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่เป็นดังที่ตั้งข้อเสนอโครงการไว้จะสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้งานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ มีหนึ่งคำที่อาจารย์ชลารัตน์พูดเอาไว้ ซึ่งโอ็ตชอบมากๆนั้นก็คือ ผู้ที่ต้องการพัฒนาต้องกล้าที่จะตั้งเป้าหมาย แต่เป้าหมายที่ดีต้องเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะเป็นการฝึกให้ทุกท่านเป็นผู้บริหารที่ดีได้ เพราะผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักการยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม  ในส่วนนี้โอ็ตอยากถามทุกๆคนว่า เป้าหมายของโครงการที่จะยืดหยุ่น สมควรอยู่ภายในขอบเขตใด ? ปล.ถ้าฟังดีดีอาจารย์ชลารัตน์เฉลยไปแล้วในห้องนะคับ ^^

        ในส่วนของการประเมินผลโครงการนั้นอาจารย๋ได้นำแนวความคิดของสตัฟเฟิลบีม มาใช้ในการอธิบายแนวคิดนี้มักจะเรียกว่า CIPP ซึ่ง

C: Context Evaluation คือ การประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อม

I: Input Evaluation คือ การพิจารณาความเหมาะสม ความเพียงพอของทรัพยากรที่ใช้

P: Process Evaluation คือ การประเมินการปฏิบัติงาน เพื่อหาข้อบกพร่อง แนวทางแก้ไขและพัฒนา

P: Product Evaluation คือการประเมินผลที่เกิดขึ้นเปรียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

        ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการวัดผลหรือตรวจสอบว่า โครงงานของเรามีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เราทราบถึงข้อดีหรือข้อด้อยของโครงงานของเรา และประยุกต์ใช้ได้ต่อไปคับ

nUmEriCaL

September 10, 2007

การเรียนรู้ครั้งที่ 7

Filed under: Uncategorized — numerical @ 2:37 pm

        เป็นการเรียนรู้ และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรรับเชิญ เป็นพี่ๆจาก LI 2 ท่านนะคับ ซึ่งมาบรรยายในหัวข้อเรื่อง Cresitive ซึ่งเป็นคำที่เกิดจากการรวมกันของ Creative + Positive นั่นเอง พี่ๆได้กล่าวว่า คนไทยเราในปัจจุบัน ไม่ค่อยรู้จักคิดหาอะไรที่สร้างสรรค์ คิดแต่จะเลียนแบบคนอื่น เปรียบเสมือน น้ำที่ตกลงมาบนร่องที่มีคนเซาะไว้แล้ว เป็นทางไหลของน้ำที่ง่ายและสบาย แต่แทบจะไม่เกิดสิ่งใหม่ขึ้น บางคนซึ่งมีความฉลาด ไหวพริบดี แต่กลับเดินตามทางที่สบาย เหมือนกับตกหลุมพรางทางความฉลาด จำพวก ชอบโต้แย้ง ลังเล สงสัย ทะนงตนเอง หรือที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การแสดงตนให้เหนือกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลดีต่อตนเอง ยังแต่จะรั้งให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย

        ในช่วงการทำกิจกรรมพี่ๆ LI ได้จัดเป็น 2 กลุ่ม โดยโอ็ตอยู่ในกลุ่มที่ให้ทำการฝึกคิด โดยเพื่อนๆที่อยู่อีกกลุ่มซึ่งไม่ได้ทำกิจกรรมนี้สามารถฝึกคิดไปกับ blog ของโอ็ตในตอนนี้ก็ได้คับ

        กติกาคือให้เขียนสิ่งต่างๆตามขอบเขตที่กำหนดให้ภายใน เวลา 3นาที เริ่มต้นพี่ๆให้คิดว่าเห็นอะไรบ้างจากบริเวณต้นแขนถึงมือของเราเขียนมา 30 อย่าง ต่อมาโจทย์ข้อที่สองได้ลดขอบเขตทางการคิดลงเหลือเพียงแค่จากข้อศอกถึงมือ โดยไม่ให้ใช้สิ่งที่ได้เขียนลงไปในข้อแรกแล้ว  โจทย์ข้อที่สามเป็นการลดขอบเขตลงอีกเป็นเหลือเพียงแค่เพียงฝ่ามืออีก 30 อย่าง และก็ไม่ให้นำสิ่งที่ซ้ำจากข้อที่หนึ่ง และสอง ด้วยนะคับ โจทย์ข้อสุดท้ายเป็นเหลือแค่ปลายเล็บคับ 30 อย่าง ซึ่งก็เหมือนเดิมห้ามนำสิ่งที่เขียนแล้วจาก 3 ข้อแรกมาเขียนซ้ำ  ในระหว่างที่มีการทำแต่ละข้อพี่ๆก็จะไม่ให้ซ้ำกับของเพื่อนคนอื่นด้วยนะคับ เป็นการลดขอบเขตทางความคิดลงไปอีก ซึ่งการทำแบบนี้พี่ๆ บอกว่าเป็นการฝึกใช้สมอง คิดวิเคราะห์หาสิ่งใหม่ๆ

        ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทของความคิดออกได้ง่ายๆเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1) ความคิดที่1-20 เป็นความคิดจากสิ่งที่เคยพบเห็นมาก่อนแล้ว เกิดจากความคุ้นเคยเป็นหลัก

2) ความคิดที่ 20-50 เป็นความคิดที่เกิดมาจากการสังเคราะห์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเกิดจากการประยุกต์สิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วจากความคิดในช่วงแรก 

3) ความคิดที่ 50 ขึ้นไป เป็นช่วงความคิดที่เริ่มตันแล้ว ซึ่งถ้ามีใครคิดเพิ่มเติมได้อาจจะเรียกความคิดนั้นๆได้ว่าเป็น นวัตกรรม เลยทีเดียว

ส่วนสาเหตุที่ต้องมีเวลามาเกี่ยวข้องในการคิดด้วยนั้น เพราะจะช่วยให้เราเกิดความคิดที่คล่องแคล่วซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อย ในสภาวะการแข่งขันกันสูงในสังคมไทย  แต่โดยหลักการความเป็นจริงแล้วความคิดที่คล่องแคล่วนี้อาจจะนำไปใช้ได้ยาก เพราะไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง หรือวิเคราะห์อย่างละเอียด แต่ถือว่าเป็นการฝึกทางความคิดได้ดีไม่น้อย 

        ซึ่งโดยรวมแล้วถ้าจะอธิบายตามหลักการทางความคิดสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1 ความคิดริเริ่ม เป็นความคิดหาสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยจะเคยคิดมาก่อน

2 ความคิดคล่องแคล่ว เป็นความคิดที่เกิดขึ้นในเวลาที่จำกัด

3 ความคิดยืดหยุ่น เป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากการใช้สิ่งหนึ่งทดแทนสิ่งหนึ่ง

4 ความคิดละเอียดลออ เป็นความคิดที่เกิดจากการมองอย่างรอบคอบ บางครั้งสิ่งๆเดียวกันก็อาจจะมองได้หลายแบบ        

สำหรับเพื่อนๆในอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ทำกิจกรรมการทำงานในหลายๆแบบคับ เพื่อนๆคนไหนสนใจรายละเอียดตามอ่านได้ตามเวปลิงค์นี้คับ http://mai4ene.wordpress.com/  เป็นเวปลิงค์ของพี่ใหม่นะคับพอดีโอ็ตแอบไปอ่านมา สรุปได้ดีมากเลยคับ ^^        

        หลังจากนั้นเป็นการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม หมวก 6 ใบนะคับ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ทุกคนรู้ถึงหน้าที่หรือสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ ทำให้ลดความขัดแย้งอันเป็นปัญหาในการประชุมหรือการทำงานในกลุ่มได้ดีมากคับ รายละเอียดของแต่ละสีคือ

สีขาว   :  เรื่องของข้อเท็จจริง หรือ ข้อมูลเบื้องต้น ที่ไม่เป็นข้อคิดเห็น

สีแดง   :  เรื่องของความรู้สึกชอบไม่ชอบ ดีไม่ดีสีดำ    :  เรื่องของการพิจารณาในแง่อุปสรรค หรือ ความคิดเห็นขัดแย้ง โดยมีเหตุผลประกอบ

สีเหลือง :  เรื่องของการพิจารณาในแง่บวก มองหาจุดเด่น หรือโอกาสสำเร็จในสิ่งนั้นๆ

สีเขียว  :  เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ความคิดใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดี

สีฟ้า    :  สีที่สำคัญ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการ และควบคุมให้หมวกทุกใบเป็นไปในทางที่กำหนดไว้

        ซึ่งโอ็ตว่าถ้าทุกทีมการทำงานมีผู้ที่สวมหมวกทุกใบ และทุกคนทราบถึงหน้าที่ของตนแล้ว การประชุมหรือการทำงานคงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแน่นอน เพราะในการทำงานจะมีแง่คิดหรือมุมมองที่กว้าง ทุกคนรู้ถึงหน้าที่ของตน และทราบถึงหน้าที่ของผู้อื่น จึงเกิดการให้เกียรติซึ่งกันและกัน 

        สำหรับโครงงานในรายวิชา ซึ่งความคืบหน้าหลังจากการประชุมในวันเสาร์ที่ผ่านมานะคับเราตกลงงานกันได้ 2 ส่วนแล้ว ซึ่งขาดในส่วนของการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

ความพอเพียง

เรื่องการทานอาหาร  à ประเภทสื่อเป็นไวนิล สถานที่ติดคือ โรงอาหาร

เรื่องการใช้จ่ายเงิน    à ประเภทสื่อเป็นไวนิล สถานที่ติดคือ สามแยกหน้าตึก FIBO

9 แนวพระราชดำริ

                     à ประเภทสื่อโปสเตอร์ สถานที่ติด คือทางเดินหน้ามหาวิทยาลัย หอสมุดชั้นล่าง อุโมงค์ทางเดินไปโรงอาหาร และวิทยาเขตบางขุนเทียน

การอนุรักษ์พลังงาน     

เรื่องโลกร้อน          à ประเภทสื่อไวนิล สถานที่ติดคือ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย

การลดใช้ถุงพลาสติก  à ประเภทสื่อไวนิลและโปสเตอร์ สถานที่ติดคือ บริเวณสระมรกต CB4 หน้าseven สหกรณ์ และหอหญิง

การลดขยะ            à ประเภทสื่อยังไม่ได้ข้อสรุป สถานที่ติดคาดว่า น่าจะเป็นบริเวณสระมรกต

        ในส่วนของการขอใช้สถานที่จะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1 บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย ทางเดินหน้ามหาวิทยาลัย สามแยกหน้าตึก FIBO สระมรกต CB4และทางเดินไปโรงอาหาร จะติดต่อที่ กองกิจการนักศึกษา

2 บริเวณหน้าห้องสมุด ติดต่อที่ ผู้อำนวยการหอสมุด

3 บริเวณโรงอาหาร ติดต่อที่ งานจัดการผลประโยชน์

4 บริเวณหอหญิง และสหกรณ์ ติดต่อผู้ควบคุมโดยตรง

ข้อมูลบางส่วนอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในการประชุมครั้งต่อไปวันอังคารที่ 11 กันยายน นี้คับ    

nUmEriCaL

September 2, 2007

การเรียนรู้ครั้งที่ 6

Filed under: Uncategorized — numerical @ 3:52 pm

        เป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีการ lecture แต่ว่าด้วย การประชุมครั้งที่ 9 และ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรรับเชิญ อาจารย์ขจรศักดิ์  พุทธานุภาพ ซึ่งการเรียนการสอนเริ่มต้นในเวลา 08.30 เป็นการประชุมครั้งที่ 9 โดยมีพี่หนึ่งเป็นประธานการนำประชุม ซึ่งโอ็ตเองก็ได้เป็นผู้รับผิดชอบรายงานการประชุมด้วยคับ ซึ่งโดยภาพรวมนั้นรายงานการประชุมมีดังนี้

รายงานการประชุมการประชุมครั้งที่ 9

รายงานการประชุม การศึกษาแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วันที่ประชุม         1 กันยายน พ.ศ. 2550

เวลาเปิดประชุม    09.00 น.

เวลาปิดประชุม     10.30 น.

สถานที่ประชุม     ตึก LNG 805            

ประธานในที่ประชุม       ศรินพร แต่งวัฒนานุกูล

เลขาธิการ          พีรทิต จันทร์หอม

สมาชิกในการประชุมทั้งหมด 15 คน

1. พณ บุญยะปานะสาร

2. ศรินพร แต่งวัฒนานุกูล

3. หฤทัย สมภาร

4. พิสิษฐ์ อุชชิน

5. ราชัน พุทธชัย

6. ปริญญา ยุวเทพากร

7. เสถียรพงศ์ แก้วกัลยา

8. กิตติวัฒน์ เที่ยงตรง

9. ธนพร จิยะจันทน์

10. ธนพร หมอกพรม

11. พีรทิต จันทร์หอม

12. มุจลินท์ ชินวิถี

13. รณชัย วงศ์พระเวทย์

14. ศิรินทิพย์ แก้วจักร

15. ยุพเรศ สุทธิอาจ

สมาชิกที่เข้าร่วมประชุม 15 คน ขาดประชุม 3 คน

สมาชิกที่ขาดประชุม 3 คน ประกอบด้วย

1. อนาวดี บัวระย้า สาเหตุการขาดประชุม คือไปหาหมอที่ต่างจังหวัด

2. ศุภฤกษ์ อิฐรัตน์ สาเหตุการขาดประชุม คือ ติดเรียน shop

3. ณัฐพงษ์ อินทรโสภา  สาเหตุการขาดประชุม คือ ติดธุระ 

สรุปการประชุม

หัวข้อการประชุม     เป็นหัวข้อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลที่ได้จาการศึกษาโครงการในพระราชดำริ ( เขาหินซ้อน )

วัตถุประสงค์เพื่อนำแนวพระราชดำริของในหลวงทีได้จากการศึกษาที่เขาหินซ้อนมาเปลี่ยนเป็นข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ต่อไป

เป้าหมาย-          ต้องการให้นักศึกษาในชั้นเรียนทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงความรู้จากการศึกษาที่เขาหินซ้อนให้อยู่ในรูปแบบข้อมูล-          ต้องการให้นักศึกษาในชั้นเรียนทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้เป็นสื่อชนิดต่างๆ ผลการประชุมการประชุมมี 2 วาระ คือ

วาระที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดูงานที่เขาหินซ้อน

วาระที่ 2 การเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้เป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ซึ่งจากการประชุมพบว่า นักศึกษาทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ได้จากการศึกษามาเป็นข้อมูล และขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลไปเป็นสื่อ โดยมีจุดประสงค์ของการวิเคราะห์เป็นขอบเขต ดังนี้

1 หลังจากที่ได้ไปศึกษาดูงานที่เขาหินซ้อนแล้วนักศึกษาจะต้องสามารถสังเคราะห์ความรู้ได้

2 ความรู้ที่สังเคราะห์ได้ต้องคำนึงถึงการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

3 กระบวนการคิดวิเคราะห์ต้องมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่เพียงแค่คำนึงถึงแต่ Product จาก Process

เช่น ผลกระทบที่ชาวบ้านจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างเขาหินซ้อน - ผลกระทบที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะได้รับซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

Concept  à  Process  à  Product  à  Impact, Effect

4 นักศึกษาที่ได้รับความรู้จากสื่อสามารถนำความรู้ไปคิดประยุกต์ต่อเองได้

5 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่อได้ ซึ่งจากข้อมูลที่มีทั้งหมดกว่า 20 ส่วน ของศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อนนั้นเราอาจจะสามารถแบ่งความสำคัญออกเป็นประเภทได้ 2 ประเภท ใหญ่ๆ คือ การอนุรักษ์พัฒนา และ การเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยสามารถอ้างอิงได้จากกระบวนการดังนี้ 

Concept  à  Process  à  Product  à  Impact, Effect 

โดยถ้าเราให้ Concept ในที่นี้เป็นการแก้ปัญหา แล้วให้ Process เป็นการอนุรักษ์แล้ว จะพบว่า สิ่งที่เราต้องการคือ Product ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ได้จากการอนุรักษ์พัฒนาแล้ว โดยเราจะพบว่า Impact หรือ Effect ที่ตามมานั้น จะเป็นผลหลังจากที่อนุรักษ์พัฒนา คือ การเป็นอยู่อย่างพอเพียงของชาวบ้าน ดังกระแสพระราชดำริที่ว่า การอนุรักษ์พัฒนาต้องรักษาความสมดุลของธรรมชาติอย่างเป็นระบบเมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อมีดินที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีการเกษตรที่ยั่งยืน      

       เมื่อถึงเวลา10.30 ซึ่งก็ได้ใช้เวลามามากเกินเวลาที่กำหนดแล้ว ประกอบกับจะมีการเชิญวิทยากรจากอัยการสูงสุดคือ ท่านอาจารย์ขจรศักดิ์  พุทธานุภาพ มาให้ความรู้ด้วย ในเวลานั้นประธานการประชุมจึงได้กล่าวสรุปใจความวาระที่ 1 พร้อมทั้งกล่าวให้คิดหาความรู้ที่ต้องการทำเป็นสื่อจากความรู้ที่ได้จากเขาหินซ้อน โดยวาระที่ 2 ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเป็นสื่อจึงต้องเลื่อนไปประชุมในวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2550 ซึ่งจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้ทั้งหมด เป็นประเภทของสื่อ ซึ่งพี่ใหม่จะรับหน้าที่เป็นเลขาธิการ และสรุปผลการประชุมต่อไป

       สำหรับหลังจากพักเบรก ก็เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านอาจารย์ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ ท่านได้มาให้ความรู้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ ซึ่งเมื่อได้พูดคุยแล้วก็พบว่าท่านไม่ได้เพียงแต่ให้แนวคิดของความเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียว ท่านมีการสอดแทรกเรื่องราวต่างๆมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวในปัจจุบัน ซึ่งพูดคุยกันเพียง 2 ชั่วโมง แต่ได้ความรู้ในหลากหลายเรื่องมากมาย ในที่นี้จะขอนำบางเรื่องเท่านั้นละกันนะคับ

       เริ่มต้นเลยท่านอาจารย์ก็ถามก่อนเลยว่าพวกเราคิดว่า ปัจจุบันอะไรที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดที่ผู้ที่เป็นผู้นำควรจะต้องมี ปรากฏว่าท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ คิดดีทำดีมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งในอีกมุมมอง อาจจะมองว่า ผู้นำควรจะสามารถทำให้คนในชาติรวมตัวกันได้ หรือลดแรงบีบทางสังคมได้ ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่าแรงบีบทางสังคมมีอิทธิพลสูงมาก บางที่บางแห่งแรงบีบทางสังคมอาจจะเป็นไปในทางไม่ดี เช่นถ้าในห้องหนึ่งมีคนอยู่10คน พบว่ามีคนสูบบุหรี่9คน คนที่ทำดีคือไม่สูบบุหรี่เพียงคนเดียว ซึ่งถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อย จึงจำเป็นต้องออกมาจากห้อง ด้วยแรงบีบทางสังคมที่ไม่ถูกต้องนักนั่นเอง      

       ท่านอาจารย์ให้แนวคิดว่าปัจจุบันประเทศเรากำลังถูกกลืนกินทางความคิด ซึ่งอาจจะมาทางการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกฎหมายอันนี้ถือว่ามีความสำคัญสูง แต่ปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังโดนกลืนกินทางกฎหมาย โดยบังคับให้สร้างกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม ทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ คนในประเทศชาติก็เปลี่ยนแปลงไป อาหารการกิน ความน้อบน้อมถ่อมตน ที่เคยเป็นจุดเด่นของประเทศก็เริ่มหายไป  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจิตวิทยาในประเทศเราสูงกว่าต่างชาติมาก แค่เทคโนโลยีที่อาจจะล้าหลังไปบ้าง แต่เรากลับรับเทคโนโลยีในทางไม่ดีมามากกว่าจะใช้วิจารณญาณในการคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การที่จะประหารนักโทษ ก็เริ่มมีการนำการฉีดยาเข้าเส้นเลือดมาประหารแทนการยิงเป้า ซึ่งผมก็คิดเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ว่าไม่มีผลดี เพราะการรับยาเข้ามานั้นก็เสียทั้งเงินค่ายาครั้งหนึ่งหลายหมื่นบาท นักโทษก็ต้องตายอย่างทรมานมากขึ้น เรื่องที่จะบริจาคเลือดหรืออวัยวะก็ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับแบบเดิมที่เป็นประเพณีมาเช่นการยิงเป้า ซึ่งนักโทษสามารถบริจาคเลือดและร่างกายได้ เงินค่ายาก็ไม่เสีย อีกทั้งยังตายแบบไม่ทรมานอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เราต้องกลับมาคิดกันว่ามันดีแล้วหรือที่รับเอาวัฒนธรรมแบบนี้มา เพียงเพราะเหตุผลจากต่างชาติที่ว่าหรือประนามเราว่า การยิงเป้ามันโหดร้าย หรือทารุณ       

       ในบางอย่างประเทศเราก็ยังตามต่างชาติไม่ทัน แต่เรากลับใช้เหตุผลว่าทางเทคโนโลยีเรายังล้าหลัง จำพวกการที่เราจะรักษาโรคเอดส์แต่ละครั้ง ต้องไปซื้อยารักษาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงเหลือเกิน ถามว่าเราสกัดยาเองได้หรือไม่ ปรากฏว่าได้ และราคาถูกกว่ามาก แต่กลับติดอยู่กลับคำว่า ลิขสิทธิ์ที่ทางต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าคิดได้ก่อน  ซึ่งถ้ามองมุมกลับกันต่างประเทศเค้าเข้ามาดูสมุนไพรในบ้านเราซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาที่ดี แต่เรากลับหวงแหนเอาไว้ไม่ได้ ถูกเค้านำกลับไปวิจัยเป็นยา แล้วจดลิขสิทธิ์ไว้ ต่อมาเราก็ต้องซื้อยาที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้มันเกิดจากเรามีเทคโนโลยีไม่ทันต่างชาติหรืออะไรกันแน่ ??

       บางครั้งบางคราวสังคมไทยเราก็ต้องยอมรับว่ากลัวการทำดี ขาดความกล้าที่จะคิดจะทำดี บางคนเป็นคนดี แต่ก็ตรงจนเกินไป ท่านอาจารย์บอกว่า เราควรจะเป็นคนตรงแต่ตรงแบบกระดูกงูเรือ ที่มีความโค้งบางเล็กน้อยแต่การที่เป็นแบบนั้นจะส่งประโยชน์ต่อทั้งตัวเอง และสังคมมากทีเดียว

       ท่านอาจารย์ไม่เพียงให้ความรู้แต่เรื่องเก่าๆ บางอย่างที่ทันสมัยก็นำมาพูดถึงเช่นเรื่องที่ EU ต้องการจะเข้ามาตรวจสอบประเทศเราในตอนนี้ท่านคิดอย่างไร ?? ซึ่งถ้ามองจากข้อดีนั้นก็น่าจะเป็นการดีที่ต่างประเทศจะได้ทราบว่า ประเทศเรายังสงบสุข และเปลี่ยนมุมมองให้ประเทศเราซะใหม่ แต่ถ้าถามถึงมุมมองของเราคนในชาติ มันดีแล้วหรือที่จะให้คนจากต่างชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราเข้ามาตรวจสอบเรา ประเทศของเรา เราตรวจสอบเองไม่ได้เลยหรือ ??

       สิ้นสุดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ ท่านอาจารย์ได้สรุปและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันดังนี้

1 รู้เท่าทันในการดำรงชีวิต  เสาะหาวิชาความรู้ หนังสือบางอย่างที่ส่งเสริมความเป็นไทยก็ควรจะหามาอ่านบ้าง เช่น หนังสือ ของ ดร.ป๋วย ที่ชื่อการศึกษาเพื่อการเป็นไทย

2 ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

3 ควรจะมีการแสดงความคิดเห็นที่ฉลาด ไม่หลงเป็นเหยื่อของคนอื่น ซึ่งท่านอาจารย์บอกว่า คนที่เป็นเหยื่อง่ายที่สุด คือคนที่ต้องอยู่ในภาวะ โลภ โกรธ หลง ดังนั้นเราจะไม่ควรให้ สิ่งเหล่านี้มาชี้นำความคิดเรา

4 การส่งสารที่ปัจจุบันมีการใช้ IT มากมายเหลือเกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราใช้ได้ถูกวิธี

5 การรับฟัง การรับฟังที่ดี ควรมีการคิดเป็น ฟังเป็น6 บุคลิกภาพ ควรมีความอ่อนน้อมและอารมณ์ขันที่เป็นส่วนที่ทำให้เราเข้ากับคนอื่นได้ง่าย      

nUmEriCaL 

July 31, 2007

Under The Fourth Learning

Filed under: Uncategorized — numerical @ 5:19 pm

In the fourth class, it was the study of managing knowledge and teamwork.

Why do we need to do that?

Because of high competition in society nowadays, most companies have to manage the knowledge or to make decision of who to employ the person with these followings abilities.       

1 Self learning à Life lone learning        2 Stakeholder

3 Customer oriented                          4 Multi skill

5 Comfortable with change                   6 IT Literacy

7 Language Literacy                          8 innovative

9 Empower 

Not only to choose the employee, they had to have good way to manage the knowledge they have as followings.  

                                          Data à Information à Knowledge à Wisdom 

Moreover, we can classify the knowledge into 2 categories.

1)       Explicit Knowledge ( EK ) which is easy to learn

2)      Tacit Knowledge ( TK ) need to practice, and also experience it

In the present, there is also another important word with meaning called “KM”.

KM can be understood differently as the place changes or be translated by different group. For example,World Bank is the

collection of the organization’s processing, the production process, usability, and also spreading the knowledge that concern

the living.
   

     Increase production organization is the process of taking the exist knowledge and apply it to be the most efficient to 

organizations to different procedures.     You might notice that the meanings are different, however, for overall, KM means

the managing of knowledge.Managing    teamworkIn the successful work, we need these followings.    

Team’s characteristics    

- Clear mission                                          - clear cover of the contents    

- clear appointment of the work to the member     – member of the group free when needed    

Efficiency heart of team work    

- Realization of member’s ability                      – Clear goal that share among group       - Attempt of succeeding the goal     Good environment     

- support from leader                                  - Structure of the organization not in layers    

- Good Inspiring method    

Efficiency of co-working     Role of leader    

 - Role in the status of the creator, the ability to inspire others to succeed the work.    

 - Role in the status of the template, to act with good personality.    

 - Role in the status of the speaker, to have the most benefit for team under the ethnic issue.    

 - Role in the status of supervisor, to develop the ability of the member.

 - Role in the status of getting people to work together, to make the position clear in the other’s eyes.

    

After the break is consult of project, 

For datail of project will answer in P’Chompu Blog Kub ^^

In topic name “ไปดูบ้านพ่อ” P’ChomPu have more datail ^^

nUmEriCaL

July 25, 2007

From the Third Class

Filed under: Uncategorized — numerical @ 6:15 pm

ในการเรียนครั้งที่3 เป็นการเรียนเรื่อง การศึกษาโครงงาน ซึ่งในครั้งนี้ก็ได้นำวิทยากรพิเศษ นั่นคือ อาจารย์ อำนาจ นั่นเอง

ในชั่วโมงการเรียน ก็ได้มีการบรรยายเนื้อหาอัดแน่นเต็ม 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ นิยามของคำว่า โครงงาน ไปจนถึงทุกรายละเอียดและส่วนประกอบสำคัญของการที่จะมาเป็น โครงงาน เลยทีเดียว เริ่มกันที่ นิยาม ก่อนเลยดีกว่า สำหรับ คำว่า โครงงาน หรือ โครงการ นั่น ค่อนข้างจะคล้ายกันมากๆ ส่วนใหญ่พวกเรา ในระดับ นักศึกษา จะติดกับคำว่า โครงงานกับซะมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นในระดับทางการ หรือระดับสูงขึ้นไป มักจะใช้คำว่า โครงการ แต่รวมๆ แล้ว ความหมาย ของ 2 คำ นี้ ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว ในที่นี้เพื่อให้เป็นทางการ ขอใช้คำว่า โครงการละกันนะคับ

โครงงาน หมายถึง กิจกรรมตั้งแต่ 1 กิจกรรมขึ้นไป ซึ่งประกอบกันเป็นหน่วยหนึ่งของการบริหารงาน ซึ่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วโครงการ มัก ต้องมี 4M หรือ 4 ปัจจัย หลักสำคัญนั่นเอง คือ Men = คน Money = เงิน Material = วัสดุ อุปกรณ์ และสุดท้าย Manage = การบริหารจัดการที่ดีนอกจากโครงการแล้ว ควรต้องรู้จักกับ ความหมายของคำ ใกล้เคียง บางอย่าง เช่น

- นโยบาย (Policy) คือ แนวทางในการดำเนินการ ที่กำหนดให้ เพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ และ ปฎิบัติงานขององค์กร

- แผน (Plan) คือ เอกสารที่ระบุกิจกรรม วิธีการ ที่จะปฎิบัติเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

- การวางแผน (Planning) คือ การตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร หรือ ทำอย่างไรต่อไป

- ยุทธศาสตร์ (Strategy) คือ การกำหนดวิธีดำเนินการ

เมื่อเราทราบถึงความหมายของโครงการแล้ว ก็มาดูในส่วนประกอบ สำคัญของโครงการ กันบ้าง

1)       ชื่อโครงการ                                                           2)      หลักการและเหตุผล

3)      วัตถุประสงค์                                                          4)      ลักษณะของโครงการ

5)      ระยะเวลาดำเนินการ                                                  6)      งบประมาณ

7)      สถานที่ดำเนินการ                                                     8)       ผลที่คาดว่าจะได้รับ

9)      ผู้รับผิดชอบ

ซึ่งทั้ง 9 ส่วน นี้ ถึงแม้จะมีส่วนหนึ่งส่วนใด จะเด่นหรือสำคัญมาก แต่ทุกอย่างสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน จะมีแค่การกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ แล้ว แต่ ไม่มี งบประมาณ หรือ สถานที่ดำเนินการก็เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการโครงการนั้นๆ ดังนั้นทุกส่วนจึงมีความสำคัญ และ สัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน

ถึงในตอนนี้ ผมก็ยังไม่ทราบว่าถ้าเรามีส่วนประกอบทั้ง 9 อย่าง แล้วจะทำให้เราประสบความสำเร็จ ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ แต่ในเวลาต่อมาอาจารย์อำนาจก็ได้ให้สูตรการ หาค่าของประสิทธิภาพของโครงการที่เข้าใจง่ายๆ ดังนี้               

Output   >   1

Input

จากสูตรด้านบนเราจึงสรุปได้ว่า ถ้าค่า output เทียบกับ input แล้วมากกว่า 1 โครงการนั้นๆ ย่อมมีประสิทธิภาพ แต่ ถ้าถามว่ามีประสิทธิผลด้วยหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ ต้องดูที่ว่า เราทำโครงการนั้นออกมาแล้วประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย คือ ได้รับประโยชน์ หรือ ความเป็นไปได้ภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่

หลังจากนั้น อาจารย์อำนาจ บรรยายจบ อาจารย์ก็ปล่อยพักเบรก พร้อมทั้ง กลับมาพร้อมหัวข้อที่จะทำอะไรเป็น Project ของวิชานี้ ซึ่งสรุปว่าเราจะทำในข้อหัวเรื่องโครงการในพระราชดำริ ซึ่งล่าสุดจากการประชุมในวันพุธ ก็สรุปได้ว่า เราจะทำ โครงการที่จะไปศึกษาโครงการ ที่ สวนจิตรลดา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่เผยแพร่ของโครงการการในพระราชดำริ แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศทีเดียว ในส่วนของรายละเอียด และร่างโครงการคร่าวๆ จะมาพูดคุยกันในครั้งหน้าคับ

July 17, 2007

Under The Second Class

Filed under: Uncategorized — numerical @ 7:53 pm

        After the studying in 14th July 2007, which is the second week of the class, the class gave lecture in theories, idea of

thinking, role of leaders, and also how to manage project. In general studying, Aj.Kong taught us through a process of exchanging opinions and also attached some knowledge along the way. Example of topic is that why our society has leader and followers, also included 7 roles of good leader. In this class, there is also a hot phrase saying that good leader is not the one who would lead others instead he is the one others want to follow. This phrase does not only sound beautiful but also reveal ideas to think.

While studying, Aj.Kong and Aj.Chalarat gave us some more knowledge; for example, a book named “Best Practice” which talks about the success of famous company like “CP”. This book seems interesting and would benefit people who would like to manage some projects.

In teamwork, only leader and followers are not enough to complete the work successfully easily without a good planning and managing. Later on, Aj.Kong, explained to us about needed elements to be recognized before planning our work, including process cycle that can be shown in gantt chart and also explain the account management of the project.

In the same time, Aj.Kong asked us a prychologically thinking question. It asked that if you have one bucket and want to put stone, sands, and water in it. Which one would go in the bucket first and after? I think it’s a good question and we can think it out in many ways. In my opinion, I shall put stone in it first then follow by sands and end with water because so that we would have space between stones left to carry sands and water so that we can carry it in the maximum mass. This question is being compared to the management in the way that if we have good planning or good manageing, similar to the arrangement of stuff in the bucket, our project would go smoothly and successfully.

After that, Aj.Kong let us had a break. After we came back from that, we got an assignment which would be a project for this subject. It is to let us think of what to do that can represent the giving of a leader. We shared opinions which every opinions can be seen in P’Chompoo’s blog. She had uploaded it. So next week we can conclude what are we going to do .  

nUmEriCaL 

July 7, 2007

วิธีการใดที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาในเรื่องกิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

Filed under: Uncategorized — numerical @ 5:14 pm

ถ้าถามว่าวิธีการใดที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาในเรื่องกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หมายความว่า ทั้งตัวนักศึกษาเองและทางมหาวิทยาลัยจะต้องช่วยกันแก้ปัญหาไปพร้อมๆกันใช่ไหมคับ !!

ในส่วนตัวผมจะพัฒนากิจกรรมจากปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน จากการวิเคราะห์ทั้งจากในชั้นเรียน และ ความคิดของผมแล้ว ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมในมหาลัยนั้น มักจะมาจากสาเหตุหลักๆ 3 สาเหตุ ดังนี้

1)ทางการเงิน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นประมาณว่า บางชมรมได้เงินไปมากเกินความจำเป็น แต่บางชมรมก็ได้รับเงินสนับสนุนน้อยจนเกินไป ซึ่งในประเด็นนี้ต้องดูก่อนว่าทางมหาลัย มีการแบ่งงบประมาณอย่างไร ซึ่งก็ควรจะมีการแจกแจงรายละเอียดที่กระจายงบประมาณไปสู่ชมรมต่างๆอย่างละเอียด รวมถึงทางชมรมก้อควรทำตารางค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด แล้วนำไปนำเสนอให้บุคคลภายนอกรู้โดยทั่วกัน เพื่อสร้างความชัดเจนและขจัดปัญหาต่างๆในการบริหารงบประมาณทางมหาลัย

2)ทางเวลา – ด้านนี้มีหลายประเด็นนะคับ แยกย่อยได้เป็น

2.1)เวลาว่างไม่ตรงกันของวิทยาเขตบางขุนเทียน กับ ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งจุดนี้ถ้าเราทำให้ตารางเรียนมีเวลาว่างที่ตรงกันได้ อาจจะทำให้เกิดการประสานงานที่ดีขึ้น

2.2)ด้านเวลาเรียนที่บางครั้งจะมีการเรียนการสอนที่ตรงกับวันพฤหัสในช่วงบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะทำงานในชมรมมากที่สุด เพราะเกือบทุกภาควิชาในมหาวิทยาลัยจะมีเวลาว่างในช่วงนี้ จึงอยากจะแนะนำให้มีการสนับสนุนกิจกรรมในวันพฤหัสบ่ายให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ให้มีการเรียนการสอนชดเชยจากตารางเรียนปกติ หรือถ้าจะให้มีความต่อเนื่องทางการดำเนินกิจกรรมจริงๆ ควรจัดให้ไม่มีการเรียนการสอนในวันศุกร์แทนวันพฤหัส เพื่อที่บางชมรม เช่น อาสา จะได้มีการไปทำกิจกรรมต่างสถานที่ได้โดยบุคลากรไม่ต้องขอคาบวิชาการเรียน

2.3)บางครั้งทีมงานในบางกลุ่มยังมีการกระจายงานกันไม่ดีทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน ทำให้บางครั้งเกิดปัญหาตามมาว่าทางมหาลัยให้งานมา ทำให้นักศึกษาทำงานหนักจึงควรให้มีการพัฒนาทางด้านนี้ อาจจะมีการนำผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและกระจายงานในระบบนี้ หรือ มีการแบ่งงานแล้วตรวจสอบดูแล้วว่า งานที่ให้มีความเหมาะสมกับจำนวนบุคลากรที่รับผิดชอบหรือไม่

3)ด้านการสนับสนุนกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ควรจะมีการโปรโมตกิจกรรมชมรมให้มากขึ้น

เพราะบางชมรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น จึงเกิดปัญหาที่ตามมาหลายอย่าง เช่นไม่เป็นที่รู้จักของกลุ่มคนทั่วไป จึงควรจะมีเป็นสื่อที่ช่วยโปรโมตชมรมใหม่ๆเหล่านี้ ไม่ใช่บอร์ด หรือ งานวันเปิดโลกกิจกรรมที่มีเพียงแค่ครั้งเดียว

ทั้ง 3 สาเหตุ เป็นแนวทางที่ทางมหาวิทยาลัยอาจจะช่วยให้กิจกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น แต่ถ้าพูดถึงตัวนักศึกษาเองนั้นก็สามารถช่วยให้กิจกรรมนั้นราบรื่นขึ้นเองได้ด้วยการมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เช่น เมื่อได้รับงานมาก็ควรจะกระจายงานให้เป็น เวลาว่างก็หาเวลาจากหลังการเรียน

และกิจกรรมที่เกิดขึ้นและดีแล้วก็ควรจะมีระบบจัดทำข้อมูลการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ดังที่พี่ใหม่ได้เคยกล่าวไว้ใน BloG ว่า ควรจะมีการขัดกิจกรรมการดำเนินการเพื่อให้คณะทำงานรุ่นหลังเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการผิดพลาดซ้ำซ้อน หรือ การนับหนึ่งใหม่ ซึ่งในส่วนนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง       

nUmEriCaL 

Next Page »

Blog at WordPress.com.