เป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีการ lecture แต่ว่าด้วย การประชุมครั้งที่ 9 และ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรรับเชิญ อาจารย์ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ ซึ่งการเรียนการสอนเริ่มต้นในเวลา 08.30 เป็นการประชุมครั้งที่ 9 โดยมีพี่หนึ่งเป็นประธานการนำประชุม ซึ่งโอ็ตเองก็ได้เป็นผู้รับผิดชอบรายงานการประชุมด้วยคับ ซึ่งโดยภาพรวมนั้นรายงานการประชุมมีดังนี้
รายงานการประชุมการประชุมครั้งที่ 9
รายงานการประชุม การศึกษาแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
วันที่ประชุม 1 กันยายน พ.ศ. 2550
เวลาเปิดประชุม 09.00 น.
เวลาปิดประชุม 10.30 น.
สถานที่ประชุม ตึก LNG 805
ประธานในที่ประชุม ศรินพร แต่งวัฒนานุกูล
เลขาธิการ พีรทิต จันทร์หอม
สมาชิกในการประชุมทั้งหมด 15 คน
1. พณ บุญยะปานะสาร
2. ศรินพร แต่งวัฒนานุกูล
3. หฤทัย สมภาร
4. พิสิษฐ์ อุชชิน
5. ราชัน พุทธชัย
6. ปริญญา ยุวเทพากร
7. เสถียรพงศ์ แก้วกัลยา
8. กิตติวัฒน์ เที่ยงตรง
9. ธนพร จิยะจันทน์
10. ธนพร หมอกพรม
11. พีรทิต จันทร์หอม
12. มุจลินท์ ชินวิถี
13. รณชัย วงศ์พระเวทย์
14. ศิรินทิพย์ แก้วจักร
15. ยุพเรศ สุทธิอาจ
สมาชิกที่เข้าร่วมประชุม 15 คน ขาดประชุม 3 คน
สมาชิกที่ขาดประชุม 3 คน ประกอบด้วย
1. อนาวดี บัวระย้า สาเหตุการขาดประชุม คือไปหาหมอที่ต่างจังหวัด
2. ศุภฤกษ์ อิฐรัตน์ สาเหตุการขาดประชุม คือ ติดเรียน shop
3. ณัฐพงษ์ อินทรโสภา สาเหตุการขาดประชุม คือ ติดธุระ
สรุปการประชุม
หัวข้อการประชุม เป็นหัวข้อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลที่ได้จาการศึกษาโครงการในพระราชดำริ ( เขาหินซ้อน )
วัตถุประสงค์เพื่อนำแนวพระราชดำริของในหลวงทีได้จากการศึกษาที่เขาหินซ้อนมาเปลี่ยนเป็นข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ต่อไป
เป้าหมาย- ต้องการให้นักศึกษาในชั้นเรียนทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงความรู้จากการศึกษาที่เขาหินซ้อนให้อยู่ในรูปแบบข้อมูล- ต้องการให้นักศึกษาในชั้นเรียนทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้เป็นสื่อชนิดต่างๆ ผลการประชุมการประชุมมี 2 วาระ คือ
วาระที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดูงานที่เขาหินซ้อน
วาระที่ 2 การเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้เป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ซึ่งจากการประชุมพบว่า นักศึกษาทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ได้จากการศึกษามาเป็นข้อมูล และขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลไปเป็นสื่อ โดยมีจุดประสงค์ของการวิเคราะห์เป็นขอบเขต ดังนี้
1 หลังจากที่ได้ไปศึกษาดูงานที่เขาหินซ้อนแล้วนักศึกษาจะต้องสามารถสังเคราะห์ความรู้ได้
2 ความรู้ที่สังเคราะห์ได้ต้องคำนึงถึงการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
3 กระบวนการคิดวิเคราะห์ต้องมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่เพียงแค่คำนึงถึงแต่ Product จาก Process
เช่น ผลกระทบที่ชาวบ้านจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างเขาหินซ้อน - ผลกระทบที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะได้รับซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้
Concept à Process à Product à Impact, Effect
4 นักศึกษาที่ได้รับความรู้จากสื่อสามารถนำความรู้ไปคิดประยุกต์ต่อเองได้
5 นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่อได้ ซึ่งจากข้อมูลที่มีทั้งหมดกว่า 20 ส่วน ของศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อนนั้นเราอาจจะสามารถแบ่งความสำคัญออกเป็นประเภทได้ 2 ประเภท ใหญ่ๆ คือ การอนุรักษ์พัฒนา และ การเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยสามารถอ้างอิงได้จากกระบวนการดังนี้
Concept à Process à Product à Impact, Effect
โดยถ้าเราให้ Concept ในที่นี้เป็นการแก้ปัญหา แล้วให้ Process เป็นการอนุรักษ์แล้ว จะพบว่า สิ่งที่เราต้องการคือ Product ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ได้จากการอนุรักษ์พัฒนาแล้ว โดยเราจะพบว่า Impact หรือ Effect ที่ตามมานั้น จะเป็นผลหลังจากที่อนุรักษ์พัฒนา คือ การเป็นอยู่อย่างพอเพียงของชาวบ้าน ดังกระแสพระราชดำริที่ว่า การอนุรักษ์พัฒนาต้องรักษาความสมดุลของธรรมชาติอย่างเป็นระบบเมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อมีดินที่อุดมสมบูรณ์ก็จะมีการเกษตรที่ยั่งยืน
เมื่อถึงเวลา10.30 ซึ่งก็ได้ใช้เวลามามากเกินเวลาที่กำหนดแล้ว ประกอบกับจะมีการเชิญวิทยากรจากอัยการสูงสุดคือ ท่านอาจารย์ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ มาให้ความรู้ด้วย ในเวลานั้นประธานการประชุมจึงได้กล่าวสรุปใจความวาระที่ 1 พร้อมทั้งกล่าวให้คิดหาความรู้ที่ต้องการทำเป็นสื่อจากความรู้ที่ได้จากเขาหินซ้อน โดยวาระที่ 2 ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเป็นสื่อจึงต้องเลื่อนไปประชุมในวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2550 ซึ่งจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้ทั้งหมด เป็นประเภทของสื่อ ซึ่งพี่ใหม่จะรับหน้าที่เป็นเลขาธิการ และสรุปผลการประชุมต่อไป
สำหรับหลังจากพักเบรก ก็เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านอาจารย์ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ ท่านได้มาให้ความรู้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ ซึ่งเมื่อได้พูดคุยแล้วก็พบว่าท่านไม่ได้เพียงแต่ให้แนวคิดของความเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียว ท่านมีการสอดแทรกเรื่องราวต่างๆมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวในปัจจุบัน ซึ่งพูดคุยกันเพียง 2 ชั่วโมง แต่ได้ความรู้ในหลากหลายเรื่องมากมาย ในที่นี้จะขอนำบางเรื่องเท่านั้นละกันนะคับ
เริ่มต้นเลยท่านอาจารย์ก็ถามก่อนเลยว่าพวกเราคิดว่า ปัจจุบันอะไรที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดที่ผู้ที่เป็นผู้นำควรจะต้องมี ปรากฏว่าท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ คิดดีทำดีมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งในอีกมุมมอง อาจจะมองว่า ผู้นำควรจะสามารถทำให้คนในชาติรวมตัวกันได้ หรือลดแรงบีบทางสังคมได้ ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่าแรงบีบทางสังคมมีอิทธิพลสูงมาก บางที่บางแห่งแรงบีบทางสังคมอาจจะเป็นไปในทางไม่ดี เช่นถ้าในห้องหนึ่งมีคนอยู่10คน พบว่ามีคนสูบบุหรี่9คน คนที่ทำดีคือไม่สูบบุหรี่เพียงคนเดียว ซึ่งถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อย จึงจำเป็นต้องออกมาจากห้อง ด้วยแรงบีบทางสังคมที่ไม่ถูกต้องนักนั่นเอง
ท่านอาจารย์ให้แนวคิดว่าปัจจุบันประเทศเรากำลังถูกกลืนกินทางความคิด ซึ่งอาจจะมาทางการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกฎหมายอันนี้ถือว่ามีความสำคัญสูง แต่ปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังโดนกลืนกินทางกฎหมาย โดยบังคับให้สร้างกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม ทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ คนในประเทศชาติก็เปลี่ยนแปลงไป อาหารการกิน ความน้อบน้อมถ่อมตน ที่เคยเป็นจุดเด่นของประเทศก็เริ่มหายไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจิตวิทยาในประเทศเราสูงกว่าต่างชาติมาก แค่เทคโนโลยีที่อาจจะล้าหลังไปบ้าง แต่เรากลับรับเทคโนโลยีในทางไม่ดีมามากกว่าจะใช้วิจารณญาณในการคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การที่จะประหารนักโทษ ก็เริ่มมีการนำการฉีดยาเข้าเส้นเลือดมาประหารแทนการยิงเป้า ซึ่งผมก็คิดเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ว่าไม่มีผลดี เพราะการรับยาเข้ามานั้นก็เสียทั้งเงินค่ายาครั้งหนึ่งหลายหมื่นบาท นักโทษก็ต้องตายอย่างทรมานมากขึ้น เรื่องที่จะบริจาคเลือดหรืออวัยวะก็ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับแบบเดิมที่เป็นประเพณีมาเช่นการยิงเป้า ซึ่งนักโทษสามารถบริจาคเลือดและร่างกายได้ เงินค่ายาก็ไม่เสีย อีกทั้งยังตายแบบไม่ทรมานอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เราต้องกลับมาคิดกันว่ามันดีแล้วหรือที่รับเอาวัฒนธรรมแบบนี้มา เพียงเพราะเหตุผลจากต่างชาติที่ว่าหรือประนามเราว่า การยิงเป้ามันโหดร้าย หรือทารุณ
ในบางอย่างประเทศเราก็ยังตามต่างชาติไม่ทัน แต่เรากลับใช้เหตุผลว่าทางเทคโนโลยีเรายังล้าหลัง จำพวกการที่เราจะรักษาโรคเอดส์แต่ละครั้ง ต้องไปซื้อยารักษาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงเหลือเกิน ถามว่าเราสกัดยาเองได้หรือไม่ ปรากฏว่าได้ และราคาถูกกว่ามาก แต่กลับติดอยู่กลับคำว่า ลิขสิทธิ์ที่ทางต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าคิดได้ก่อน ซึ่งถ้ามองมุมกลับกันต่างประเทศเค้าเข้ามาดูสมุนไพรในบ้านเราซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาที่ดี แต่เรากลับหวงแหนเอาไว้ไม่ได้ ถูกเค้านำกลับไปวิจัยเป็นยา แล้วจดลิขสิทธิ์ไว้ ต่อมาเราก็ต้องซื้อยาที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้มันเกิดจากเรามีเทคโนโลยีไม่ทันต่างชาติหรืออะไรกันแน่ ??
บางครั้งบางคราวสังคมไทยเราก็ต้องยอมรับว่ากลัวการทำดี ขาดความกล้าที่จะคิดจะทำดี บางคนเป็นคนดี แต่ก็ตรงจนเกินไป ท่านอาจารย์บอกว่า เราควรจะเป็นคนตรงแต่ตรงแบบกระดูกงูเรือ ที่มีความโค้งบางเล็กน้อยแต่การที่เป็นแบบนั้นจะส่งประโยชน์ต่อทั้งตัวเอง และสังคมมากทีเดียว
ท่านอาจารย์ไม่เพียงให้ความรู้แต่เรื่องเก่าๆ บางอย่างที่ทันสมัยก็นำมาพูดถึงเช่นเรื่องที่ EU ต้องการจะเข้ามาตรวจสอบประเทศเราในตอนนี้ท่านคิดอย่างไร ?? ซึ่งถ้ามองจากข้อดีนั้นก็น่าจะเป็นการดีที่ต่างประเทศจะได้ทราบว่า ประเทศเรายังสงบสุข และเปลี่ยนมุมมองให้ประเทศเราซะใหม่ แต่ถ้าถามถึงมุมมองของเราคนในชาติ มันดีแล้วหรือที่จะให้คนจากต่างชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราเข้ามาตรวจสอบเรา ประเทศของเรา เราตรวจสอบเองไม่ได้เลยหรือ ??
สิ้นสุดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ ท่านอาจารย์ได้สรุปและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันดังนี้
1 รู้เท่าทันในการดำรงชีวิต เสาะหาวิชาความรู้ หนังสือบางอย่างที่ส่งเสริมความเป็นไทยก็ควรจะหามาอ่านบ้าง เช่น หนังสือ ของ ดร.ป๋วย ที่ชื่อการศึกษาเพื่อการเป็นไทย
2 ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
3 ควรจะมีการแสดงความคิดเห็นที่ฉลาด ไม่หลงเป็นเหยื่อของคนอื่น ซึ่งท่านอาจารย์บอกว่า คนที่เป็นเหยื่อง่ายที่สุด คือคนที่ต้องอยู่ในภาวะ โลภ โกรธ หลง ดังนั้นเราจะไม่ควรให้ สิ่งเหล่านี้มาชี้นำความคิดเรา
4 การส่งสารที่ปัจจุบันมีการใช้ IT มากมายเหลือเกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราใช้ได้ถูกวิธี
5 การรับฟัง การรับฟังที่ดี ควรมีการคิดเป็น ฟังเป็น6 บุคลิกภาพ ควรมีความอ่อนน้อมและอารมณ์ขันที่เป็นส่วนที่ทำให้เราเข้ากับคนอื่นได้ง่าย
nUmEriCaL